การแนะนำตัวภาษาอังกฤษ
วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559
วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559
ภาษาอังกฤษ..ผิดบ่อย (ภาค2)
สวัสดีทุกๆคนอีกครั้งค่ะวันนี้ Top-A tutor มี ศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่มักใช้ผิดบ่อยๆภาค 2 มาฝากกันอีกครั้ง ศัพท์ภาษาอังกฤษ เหล่านี้เป็นศัพท์ที่เรามีโอกาสได้ใช้บ่อยๆเมื่อต้องพูดภาษาอังกฤษอยู่แล้ว แต่หลายๆคนก็ยังคงใช้ได้อย่างไม่ถูกต้องแม้ว่าจะไป เรียนภาษาอังกฤษ เพิ่มเติมแล้วก็ยังมีหลงๆลืมๆใช้ผิดพลาดกันอยู่บ่อยๆ ดังนั้นลองนำไปศึกษาและแก้ไขกันดูค่ะ เพื่อที่จะได้ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับชาวต่างชาติได้อย่างเข้าใจและถูกต้อง
1. How are you going? How are you doing?
เมื่อฝรั่งถามว่า how are you going อย่าได้ไปตอบว่า I'm going by train เด็ดขาดนะคะ เพราะคำว่า How are you going? และ How are you doing? แปลว่า "คุณเป็นอย่างไรบ้าง" มีความหมายเหมือนคำว่า How are you? ที่เป็นการถามสารทุกข์สุกดิบนั่นเอง ดังนั้นควรตอบว่า Fine, thanks หรือ Great, thanks ผู้ฟังจะได้ไม่งงนะ
2. Don't serious
เรามักจะใช้คำนี้เพื่อบอกว่า "ไม่ต้องกังวล" แต่อย่างไรก็ตามถ้าจะใช้ให้ถูกหลักจริงๆควรจะเป็นคำว่า Don't be serious ต่างหากละค่ะ อีกทั้งชาวต่างชาติเองเมื่อต้องการบอกอีกฝ่ายว่า ไม่ต้องกังวล เพื่อเป็นการปลอบอีกฝ่ายเขาจะใช้คำว่า Relax, Calm down ลักษณะนี้มากกว่านะคะ
3. If I am you, I will....
หลายๆคนคงเข้าใจว่าประโยคนี้แปลว่า ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันจะ..... ซึ่งถ้าแปลเป็นภาษาไทยตรงตัวก็เหมือนจะมีความหมายเช่นนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าจะใช้ให้ถูกหลักจริงๆต้องพูดว่า If I were you, I would.... ต่างหากละค่ะ เช่น If I were you, I would go (ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันจะไป)
4. He/She have
เรามักเผลอใช้ He,She ซึ่งเป็นคำนามเอกพจน์ ต่อด้วยคำว่า have บ่อยๆเมื่อต้องพูดภาษาอังกฤษ อาจเพราะว่า have นั้นคุ้นเคยมากกว่าคำว่า has แต่อย่างไรก็ตาม ตามหลักแล้วต้องพูดว่า He/She has... นะคะถึงจะถูกต้อง
5. I will telephone you
เมื่อต้องพูดว่า เดี๋ยวฉันโทรไปนะ หลายๆคนคงใช้ประโยคนี้ แต่เป็นประโยคที่ผิดครับ ถ้าหากต้องการจะพูดว่า เดี๋ยวฉันโทรไปนะ ต้องพูดว่า I will call you หรือ I will phone you ถึงจะถูกต้องและผู้ฟังเข้าใจนะคะ
หลักการชกมวยไทย
การชกมวยไทยที่ดี มีหลักสำคัญ
คือ มีการป้องกัน ด้วยการยืน มั่นคง เข้มแข็ง สูงเด่น การตั้งแขนป้องกัน (การการ์ดมวย)และการเก็บคาง เปรียบเสมือนป้อมปราการ เท้าหน้า จรดชี้ไปข้างหน้าวางน้ำหนักครึ่งฝ่าเท้า เท้าหลัง วางทแยงเฉียงกว้างกว่าหัวไหล่วางน้ำหนักเศษหนึ่งส่วนสี่ไว้ที่อุ้งนิ้วหัวแม่โป้ง ขยับก้าวด้วยการลากเท้าหลังตามพร้อมที่จะหลอกล่อ ขยับเข้า ออก ตั้งรับและโจมตีตอบโต้ แขนหน้ายกกำขึ้นอย่างน้อยเสมอไหล่ หรือจรดสันแก้ม แขนหลังยกกำขึ้นจรดแก้ม ศอกทั้งสองข้างไม่กางออกและไม่แนบชิด ก้มหน้าเก็บคาง ตาเขม็งมองไปตรงหว่างอกของคู่ต้อสู้ พร้อมที่จะเห็นการเคลื่อนไหวทุกส่วน เพื่อที่จะรุก รับ หรือตอบโต้ด้วยแม่ไม้ ลูกไม้และการแจกลูกต่างๆ มีการเคลื่อนไหวที่องอาจมีจังหวะ มีการล่อหลอกและขู่ขวัญประดุจพญาราชสีห์ และพญาคชสีห์ อาวุธมวยที่ออกไป ต้องมีเป้าหมายและจุดประสงค์แน่นอน(แต่มักซ้อนกลลวงไว้) มีการต่อสู้ระยะไกล(วงนอก)และระยะประชิด(วงใน)และมีทีเด็ดทีขาดในการพิชิตคู่ต่อสู้ แม่ไม้มวยไทยที่รู้จักแพร่หลาย อาทิ จระเข้ฟาดหาง(หมุนตัวแล้วฟาดตวัดด้วยวงเท้าหลัง), เถรกวาดลาน(เตะกวาดล่างวงนอกรวบสองเท้าให้เสียหลัก) ,หนุมาณถวายแหวน(ชกหมัดเสยพร้อมกันสองข้าง),มอญยันหลัก(ถีบลำตัวให้เสียหลัก),หักงวงไอยรา(เหยียบคู่ต่อสู้เพื่อยกตัวเตะตวัดก้านคอ),บั่นเศียรทศกัณฑ์ (เตะก้านคอ),ปักลูกทอย(ปักศอกลงตรงหน้าขาคูต่อสู้), มณโฑนั่งแทน(กระโดดขึ้นปักศอกลงกลางกระหม่อม), หิรัญม้วนแผ่นดิน (ศอกกลับ) ,พระรามเดินดง (เตะแล้วต่อยตามข้างเดียวกัน),มอญแทงกริช (ถองด้วยศอกบริเวณซี่โครงอ่อน),ฤๅษีบดยา (กระโดดปักศอกกลางศีรษะ),พุ่งหอกโมกขศักดิ์ (ตั้งศอกเหนือศีรษะพุ่งเข้าบริเวณใบหน้า)ฯลฯ ลูกไม้ มีทั้งลูกผสมและลูกแยก เพื่อใช้หลอกล่อและเผด็จศึก เช่น แตะตรงเตะ แตะถีบเตะ แตะตรงถีบเตะ,ลูกเตะสลับ เตะช้อน เตะตวัด เตะสูง เตะสวาบ เตะพับนอกพับใน เตะคา เตะเขี่ยล่าง,ลูกถีบหน้า ถีบหลัง ถีบจิก,ลูกศอกตี ตัด งัด พุ่ง กระทุ้ง กลับ,ลูกเข่าน้อย เข่าลา เข่าโค้ง เข่าตี เข่ากระทุ้ง เข่าลอย เข่าแหลม เข่าคา,ลูกหมัดหน้า หมัดหลัง หมัดลัก หมัดอ้อม หมัดเกี่ยว หมัดสอย หมัดเสย หมัดซ้ำ หมัดหนึ่งสอง หมัดชุดสามเหลี่ยม นอกจากนี้ยังมีการใช้ส่วนที่ไม่เป็นอาวุธในกาป้องกัน/สร้างจังหวะในการตอบโต้ เช่น การใช้ฝ่ามือในการบัง ปิด ปัด ดึง ดัน ผลัก โหน ค้ำ ขวาง กด ใช้เท้าในการเต้น กระโดด ใช้หัวไหล่หรือลำตัวในการหลอกล่อ ฯลฯ
องค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของนักมวยไทย
- ขนาดและความสมส่วนของร่างกาย
- ความเข้มแข็งของร่างกายและจิตใจ
- จิตวิญญาณของนักสู้
- สมาธิ ปฏิภาณ ไหวพริบ
- ความมีอารมณ์รื่นเริงเบิกบาน อ่อนน้อมและมีไมตรีจิต
- ความศรัทธาเชื่อมั่นกตัญญูต่อครูบาอาจารย์
- ความไม่ประมาทและการประเมินสถานการณ์ที่เหมาะสม
- ความมีน้ำใจนักกีฬา ขยันหมั่นเพียร อดทน อดกลั้น
- การเห็นคุณค่าในความงามของศิลปะการป้องกันตัวแบบมวยไทย
การฝึกฝนวิชามวยไทย
- การสมัครตัวเป็นศิษย์ต่อสำนักเรียน/ครูมวยที่ศรัทธาเชื่อถือ
- การเตรียมร่างกายในด้าน ความอดทน แข็งแรง คล่องแคล่ว ว่องไว อ่อนตัว แข็งแกร่งทนทานต่อความเจ็บปวด
- การฝึกประสาทตา หู สัมผัส
- การฝึกใช้อวัยวะส่วนต่างๆตามลูกไม้ แม่ไม้เพื่อให้เกิดพิษสงที่ดีที่สุด
- การฝึกกับอุปกรณ์ต่างๆเพื่อเพิ่มสมรรถภาพโดยรวมและโดยเฉพาะส่วน
- การฝึกกับคู่ซ้อม/ครู
- การฝึกแบบจำลองสถานการณ์จากน้อยไปหามาก
- การฝึกประสบการณ์ตรงโดยมีผู้แนะนำแก้ไข/การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์
- การฝึกด้านจิตใจสำหรับนักต่อสู้ชั้นสูง
- การจัดโภชนาการ การบริหารความเครียด การสร้างความผ่อนคลายและการบำบัดรักษาด้วยตนเอง/ผู้เชี่ยวชาญ
English is all around :)
ในการเรียนภาษาอังกฤษนั้นง่ายนิดเดียว เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนเราก็จะเห็นภาษาอังกฤษไปกับเราทุกที่ เช่น ตามป้ายโฆษณา ในห้างสรรพสินค้า ในร้านขายของ หรือจะเป็นของใช้ต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันเป็นประจำ หากเราลองสังเกตดูสิ่งเหล่านี้ก็จะพบว่ามีคำศัพท์ภาษาอังกฤษมากมายกำกับอยู่ ให้เราลองอ่านคำศัพท์เหล่านั้นและลองหาความหมายก็จะช่วยให้เราได้รู้จักคำศัพท์เพิ่มมากขึ้น แม้กระทั่งคำโฆษณาตามรถประจำทางก็สามารถยำมาแปลระหว่างเดินทางไปเพลินๆ ได้
วิธีต่อมาก็คือการใช้ระบบนำทาง หรือ GPS มาช่วยนำทางในขณะเดินทางโดยต้องใช้เป็นฟังก์ชั่นภาษาอังกฤษ เพื่อให้ได้เรียนรู้คำศัพท์ที่ใช้กันบนท้องถนน
หรือหากใครที่ไม่ชอบการจดจำคำศัพท์จากสิ่งรอบตัวเหล่านี้ ก็ให้ลองเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากสิ่งที่ชอบ เช่น ภาพยนตร์ เพลง หรือซีรี่ส์ที่เป็นแบบระบบ Sound Track ซึ่งการได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษจากสิ่งที่ชอบนั้นจะทำให้เรามีความตั้งใจและสนุกกับการเรียนภาษามากยิ่งขึ้น โดยอาจเริ่มจากการดูภาพยนตร์หรือซีรี่ส์ที่มี Sub Title เป็นภาษาไทยเสียก่อน แต่พยายามอย่าอ่านทุกถ้อยคำของประโยค ให้ลองฟังสำเนียงคำศัพท์แล้วนำมาเทียบเคียงกับรูปประโยคภาษาไทยแทน เมื่อเริ่มรู้สึกฟังสำเนียงภาษาอังกฤษได้คล่องมากขึ้นแล้ว ให้ลองเลือกภาพยนตร์หรือซีรี่ส์ที่ไม่มี Sub Title ภาษาไทย เพื่อเพิ่มความสามรถในการฟังและแปล โดยควรจะเลือกภาพยนตร์หรือซีรี่ส์ที่มีบทสนทนาเยอะๆ เพื่อให้คุ้นชินกับรูปแบบการสนทนาภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน
หรือหากใครที่ชอบฟังเพลงก็ให้เลือกฟังเพลงที่มีจังหวะช้าๆ เสียก่อน อาจะเริ่มต้นจากการเปิดคำแปลเนื้อเพลงในการฟังไปด้วย จนเมื่อคุ้นชินกับสำนวนภาษาหรือวลีในภาษาอังกฤษแล้ว ก็ให้เพิ่มความเร็วของจังหวะเพลงขึ้น และพยายามอย่าเปิดอ่านคำแปลถ้าเป็นไปได้
ในการเรียนภาษาอังกฤษที่สำคัญเลยคือห้ามกลัวเจ้าของภาษา ไม่ว่าจะเจอชาวต่างชาติที่มาถามทางหรือต้องการความช่วยเหลือ ก็อย่าลืมที่จะแสดงน้ำใจในการให้ความช่วยเหลือโดยทันทีแบบไม่ต้องอาย เพราะการฝึกพูดภาษากับเจ้าของภาษานั้นจะช่วยฝึกฝนเราได้อย่างดีที่สุด หรืออาจจะใช้โซเชียลมีเดียทั้งหลายในการหาเพื่อนมาฝึกฝนภาษาอังกฤษด้วยก็ได้เช่นกัน
ออกเสียงผิด..ชีวิตเปลี่ยนคร่าาาา
เคยไหม...ที่คุณพูดประโยคภาษาอังกฤษกับฝรั่งไป แล้วเขาทำหน้า งงๆ กลับมา เพราะอะไรทั้งที่หลักไวยากรณ์ก็เป๊ะเว่อร์ แต่ฝรั่งยังมึน??? คำตอบก็คือ มีคำภาษาอังกฤษหลายคำที่เราท่องจำกันมาตั้งแต่เด็กๆ ออกเสียงถูกบ้าง ผิดบ้าง จำๆ กันมา บางคำออกเสียงผิดจนฝรั่งฟังไม่รู้เรื่อง หรือออกเสียงเพี้ยนจนทำให้ความหมายเปลี่ยนไปเลยก็มี วันนี้ Life on campus จึงได้รวบรวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่คนไทยมักจะออกเสียงผิดบ่อยๆ อาจด้วยความเข้าใจที่ผิดและพูดตามๆ กัน แต่ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าการออกเสียงผิดไม่ใช่สิ่งน่าอาย และที่สำคัญการออกเสียงคำในภาษาอังกฤษก็ไม่ได้มีข้อกำหนดที่ตายตัว ต้องอาศัยการเรียนรู้จากเจ้าของภาษา เพื่อจดจำและจะได้นำไปใช้อย่างถูกต้องนั่นเอง
1. Asia
เริ่มกันที่คำศัพท์ที่เราคุ้นเคยกันอยู่เป็นประจำเวลาที่ฝรั่งมาถามว่าคุณเป็นคนอะไร? แล้วอยากจะตอบเขาไปว่า “ฉันเป็นคนเอเชีย” หรือ“Asian” จะต้องอ่านออกเสียงว่า “เอ-แฉ็น” ส่วนคำว่า “Asia” ที่แปลว่า “ทวีปเอเชีย” คนไทยส่วนใหญ่จะออกเสียงตรงตัวว่า “เอ-เซีย”บ้าง “อา-เซีย” บ้าง แต่ความจริงแล้วศัพท์็คำนี้จะต้องออกเสียงว่า “เอ-ฉะ” ดังนั้น “south east asia” หรือทวีปเอเชียอาคเนย์ ก็ต้องออกเสียงเป็น “เซาท์-อีส-เอ-ฉะ” เช่นเดียวกัน
2.Tuition
สำหรับนักเรียนนักศึกษาจะต้องเจอศัพท์คำนี้อยู่เป็นประจำ “Tuition” ที่แปลว่า “ค่าเทอม ค่าเล่าเรียน” และเชื่อได้เลยว่ามีอีกหลายคนที่ออกเสียงคำศัพท์คำนี้ผิดไปอย่างมหันต์ว่า “ทุย-ชั่น หรือ ตุ๋ย-ฉัน” งานนี้ตัวใครตัวมัน ฝรั่งมีงง คนไทยมีขำกันแน่นอนว่าอะไรคือ “ตุ๋ย-ฉัน” ซึ่งที่ถูกต้องแล้วคำว่า “tuition” จะต้องอ่านออกเสียงว่า “ทู-วิ-เชิน” ไม่เช่นนั้น ออกเสียงคำนี้ผิดชีวิตคุณเปลี่ยนแน่นอน!!!
3. Comfortable/ Vegetable
คำนี้เป็นศัพท์ภาษาอังกฤษที่ไม่เชิงว่าออกเสียงผิดซะทีเดียว แต่เป็นการเน้นเสียงที่ผิดมากกว่า “comfortable” คนไทยส่วนใหญ่จะอ่านออกเสียงตรงตัวว่า “คอม-ฟอร์ท-ทะ-เบิล” ที่แปลว่า “สบาย” อันจริงแล้วคำนี้จะต้องออกเสียงเน้นหนักที่พยางค์แรก ส่วนพยางค์ที่สองแทบไม่ออกเสียงเลย การออกเสียงที่ถูกต้องจึงต้องอ่านว่า “คัมฟ-ทะ-เบิล” ห้ามออกเสียง “ฟอร์ท” โดยเด็ดขาด ออกเสียง “ฟึ่ท” สั้นๆ เบาๆ อยู่ในลำคอนิดเดียวเท่านั้น คล้ายกับคำว่า “vegetable” ที่แปลว่า “ผัก” ต้องอ่านว่า “เว็ท-ทะ-เบิล” ไม่ใช่ “เว็จ-เจ็ท-ทะ-เบิล” นะเด็กๆ
4. Suite/ Suit
เวลาที่คุณจะไปพักโรงแรมแล้วต้องการห้องหรูหรา ที่คนไทยมักจะเรียกว่า “ห้องสูท” ในภาษาอังกฤษจะหมายถึง “suit” ที่แปลว่า ชุดสูท แต่เมื่อเติมตัว “e” เข้าไปก็จะกลายเป็น “suite” ที่แปลว่า “ห้องชุดหรูหราในโรงแรม” หลายคนจึงเข้าใจผิดว่าจะต้องออกเสียงเหมือนกันคือ “สูท” และถ้าไปพูดกับฝรั่งว่า “I want a suite room.” แล้วดันออกเสียงว่า “สูท-รูม” ความหมายจะเปลี่ยนทันทีกลายเป็น “ฉันต้องการห้องเก็บชุดสูท” เพราะคำศัพท์ที่แปลว่า “ห้องชุดในโรงแรม” ต้องออกเสียงว่า “ส-วีท” ไม่ใช่ “สูท” เหมือนที่คนไทยหลายคนเข้าใจกัน
5. Yoga
“โยคะ” กีฬายอดนิยมสำหรับสาวๆ ในยุคนี้ เป็นอีกหนึ่งคำที่เราต้องเรียนรู้การออกเสียงที่ถูกต้อง เพราะเวลาที่ฝรั่งถามคุณว่า “Do you like yoga?” (ดู-ยู-ไลค์-โย-เกอะ) คำนี้ “yoga” ในภาษาอังกฤษฝรั่งจะออกเสียงว่า “โย-เกอะ” แต่คนไทยจะออกเสียงว่า “โย-คะ” เช่นเดียวกันถ้าจะตอบฝรั่งว่า “เล่นโยคะ” จะต้องใช้คำว่า “do yoga” ไม่ใช่ “play yoga”
6. Error
ศัพท์คำนี้จะได้ยินบ่อยเวลาที่เราใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แล้วอยู่ๆ เครื่อง “error” คนไทยก็จะพูดว่าเครื่อง “เออ-เร่อ” ขึ้นมาทันที ซึ่งใช่กันอย่างแพร่หลายและเข้าใจกันผิดมาตลอด คำว่า “error” ที่แปลว่า “ข้อผิดพลาด, ความคลาดเคลื่อน” ที่ถูกต้องแล้วจะอ่านว่า “แอ-เร่อะ” ออกเสียงเน้นหนักที่พยางค์แรก ส่วนพยางค์หลังออกเสียงเบาๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เป็นอันถูกต้อง
7. Fragile
“Fragile” คำนี้จะพบบ่อยในป้ายสติ๊กเกอร์ภาษาอังกฤษที่ติดไว้สำหรับสิ่งของที่ “เปราะบาง” เพื่อระวังของแตก หัก พัง นั่นเอง และแน่นอนว่าคนไทยส่วนใหญ่มักจะอ่านป้ายคำนี้ว่า “ฟรา-จิ้ล” อันนี้ผิดอย่างแน่นอน การออกเสียงที่ถูกสำหรับศัพท์คำนี้ก็คือ “แฟรก-ไจล์” เวลาที่เราจะพูดกับฝรั่งว่าให้ระวังสิ่งของในกล่อง หรือในกระเป๋า แตกหักต้องพูดว่า “แฟรก-ไจล์” ไม่ใช่ "ฟรา-จิ้ล" ใครที่เคยพูดแบบนี้เปลี่ยนด่วน!!!
8. Dove
ศัพท์คำนี้มั่นใจว่าคนไทยต้องเข้าใจผิดอย่างแน่นอน เพราะเป็นคำที่ใช้เรียกโฆษณาผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งว่า “โดฟ” และเข้าใจว่าเป็นความหมายของ “นกเขา” ในภาษาไทยเวลาเราพูดถึงสัญลักษณ์สันติภาพก็จะนึกถึงนกสีขาว นั่นคือนกพิราบขาว แต่ในภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งอื่นๆ นกที่เป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพคือ “นกเขาสีขาว” ซึ่งก็คือคำว่า “dove” และอ่านออกเสียงว่า “เดิฟ” ไม่ใช่ “โดฟ” ไม่เช่นนั้นอาจจะหมายถึง “dove (โด๊ฟ)” ที่เป็นรูปอดีตของ “dive” ที่แปลว่า “ดำน้ำ, กระโดดลงน้ำ” ซึ่งมีความหมายต่างกัน
9. Sword
ศัพท์คำนี้มักจะพบบ่อยในชื่อหนัง หรือเกมส์ ที่มีการใช้ “ดาบ” ตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง “Shadow of the Sword" คำว่า “sword” คนไทยหลายคนมักออกเสียงคำศัพท์นี้ผิดว่า “สะ-หวอด” ตรงตัวเป๊ะ แต่นั่นเป็นการออกเสียงอ่านที่ผิด ที่ถูกต้องจะต้องออกเสียง “sword” ว่า “ซอร์ด” สั้นๆ พยางค์เดียว ตัดเสียง “W” ออกไปก็จะได้คำอ่านที่ถูกต้อง
10. Receipt/ Debt
“receipt” คำนี้จะต้องอ่านออกเสียงว่า “รี-ซีท” ที่แปลว่า “ใบเสร็จ” ไม่ใช่ “รี-ซิป” เหมือนที่หลายคนเข้าใจและอ่านคำนี้ผิดอยู่บ่อยๆ เทคนิคการจำก็คือ คำที่ลงท้ายด้วย “pt” ตัว “p” จะไม่ออกเสียง เช่นเดียวกับคำที่มักออกเสียงผิดบ่อยๆ อีกหนึ่งคำ “debt” ที่แปลว่า “หนี้สิน” มักได้ยินคนอ่านออกเสียงคำนี้ว่า "เด็บ" คำที่ลงท้ายด้วย “bt” ตัว “b” จะไม่ออกเสียงด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นที่ถูกต้องจะต้องอ่านว่า “เด็ท” ห้ามใช้ “เด็บ” โดยเด็ดขาด
11. Juice/ Cruise
อีกหนึ่งคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เรามักพบบ่อยในชีวิตประจำวัน และต้องเรียกได้ว่าใช่ผิดกันเป็นประจำด้วยเช่นกัน คำแรกคือคำว่า “juice”ที่แปลว่า “น้ำผลไม้” แต่หลายคนมักออกเสียงว่า “จุ๊ยส์” นั่นเป็นการออกเสียงที่ผิด ที่ถูกต้องแล้วต้องอ่านว่า “จูซ” น้ำผลไม้ เช่นเดียวกับคำว่า “cruise” การล่องเรือ ที่มักจะได้ยินคนไทยพูดว่า “ครุยส์” ความจริงแล้วต้องออกเสียงว่า “ครูซ” ถึงจะถูกต้อง โดยทั้งสองคำศัพท์มีเทคนิคการจำอยู่ที่ เมื่อมี “_ui_” อยู่ในคำศัพท์นั้นๆ มักจะออกเสียง “สระอู” ลากเสียงยาวๆ ด้วยนะอย่าลืม
12. Science/ Scientist
ศัพท์ภาษาอังกฤษที่แปลว่า “วิทยาศาสตร์” ที่หลายคนมักออกเสียงผิดโดยการอ่านว่า “ซาย” ถ้าฝรั่งฟังแล้วจะเข้าใจว่า “sigh (ซาย)” ที่แปลว่า “ถอนหายใจ” หรือ “sign (ซาย-น)” ที่แปลว่า “ป้าย” นั่นเอง ถ้าจะสื่อความหมายของ “science” ที่แปลว่า “วิทยาศาสตร์” ต้องออกเสียงว่า “ไซ-เยินซ” ส่วน “Scientist” ก็ต้องออกเสียงว่า “ไซ-เยิน-ทิซ” หรือ นักวิทยาศาสตร์ นั่นเอง
13. Volume/ Value
ศัพท์ชุดตัว “วี” เจ้าปัญหาที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจผิดจึงมักออกเสียงผิดอยู่เป็นประจำ คำแรกคือ “volume” ที่แปลว่า “เสียง” คนไทยส่วนใหญ่จะออกเสียงว่า “วอ-ลุ่ม” ให้ได้ยินอยู่เป็นประจำ แม้ว่าคนไทยฟังแล้วจะเข้าใจกันเอง แต่ออกเสียงแบบนี้รับรองฝรั่งงง!!! เพระาที่ถูกต้องแล้วศัพท์คำนี้ต้องออกเสียงว่า “โวล-ยุ่ม” เช่นเดียวกับคำว่า “value” ที่แปลว่า “มูลค่า” ที่ไม่ได้ออกเสียงว่า “แว-ลู่” แต่ต้องอ่านออกเสียงว่า “แฟ-ยิ่ว” อาจฟังดูไม่ค่อยคุ้นสำหรับบางคนอยู่สักหน่อย ขอเพียงแต่ให้เรามั่นใจว่าเราออกเสียงถูกต้องเป็นอันใช้ได้
14. Onion/ Iron
"onion" เชื่อว่าคนไทยหลายคนต้องออกเสียงคำนี้ว่า “ออ-เนี่ยน” ที่แปลว่า "หัวหอม" แต่นั่นเป็นการออกเสียงที่ผิด ที่ถูกต้องแล้วจะต้องอ่านออกเสียงว่า “อันเยิน” หรืออีกหนึ่งคำที่ออกเสียงคำท้ายคล้ายๆ กันนั่นก็คือ “iron” ที่แปลว่า “เหล็ก, เตารีด” แต่เรามักได้ยินคนไทยออกเสียงคำนี้ว่า “ไอ-รอน หรือ ไอ-ออน” ซึ่งความจริงแล้วคำนี้จะต้องออกเสียงว่า “ไอ-เยิร์น” ดังนั้นภาพยนตร์สุดฮิตมนุษย์เหล็กใส่ชุดสีแดง “Iron Man” ก็จะต้องออกเสียงว่า “ไอ-เยิร์น-แมน” ไม่ใช่ “ไอ-รอน-แมน” นะจ๊ะ
15. Chaos/ Architect
หลายคำในภาษาอังกฤษที่พอเราเห็นคำขึ้นต้นเป็น “ch” ก็มักจะออกเสียงเป็นตัว “ช” เช่นเดียวกับคำว่า “chaos” ที่พอเห็นว่าขึ้นต้นด้วย ch ก็อ่านออกไปด้วยเสียงอันดังว่า “ชา-ออส หรือ เช้าท์” ในทันที ซึ่งต้องจำไว้เลยว่าศัพท์บางคำในภาษาอังกฤษก็มีข้อยกเว้นเช่นกัน เช่นเดียวกับคำว่า "chaos" จะต้องออกเสียงว่า “เค-ออส” ที่แปลว่า “ความยุ่งเหยิง” เช่นเดียวกับศัพท์คำว่า “architect” ทีแปลว่า “สถาปนิก” จะต้องอ่านว่า “อาร์-คิ-เท็คท”
16. Six/ Sick
ชุดคำศัพท์ที่ออกเสียงคล้ายกันก็ต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่เช่นนั้นออกเสียงเพี้ยนไปนิด แต่ผิดความหมายเยอะเว่อร์ อย่างเช่นคำว่า“six” ที่แปลว่า “หก” และ “sick” ที่แปลว่า “ป่วย” หลายคนออกเสียงเหมือนกันทำให้ฝรั่งเกิดอาการมึนและงงได้ เช่น ถ้าคุณจะบอกว่าคุณเป็นหมายเลข 6 แล้วพูดกับฝรั่งว่า “I am six. (ไอ-แอม-ซิค)” รับรองเลยว่าฝรั่งจะต้องตอบกลับมาว่า “Go to see the doctor!!!” อย่างแน่นอน เพราะ “sick” ที่แปลว่า ป่วย จะออกเสียงว่า “ซิค” ถ้าจะหมายถึงเลขหก “six” ให้ออกเสียงว่า “ซิคส” ออกเสียง “ส” ท้ายคำ
17. Island/ Iceland
อีกหนึ่งชุดคำศัพท์ที่ถ้าคุณออกเสียงผิดเมื่อไหร่ความหมายเปลี่ยนไปเมื่อนั้น อย่างคำว่า “Island” ที่แปลว่า “เกาะ” คำนี้ต้องจำไว้ว่าไม่ออกเสียงตัว “s” อ่านว่า “ไอ-เลินด์” ได้เลย หลายคนมักจะชอบออกเสียงโดยมีตัว “s หรือ ซ” ระหว่างคำเป็น “ไอซ-แลน” ซึ่งจะไปพ้องเสียงกับคำว่า “Iceland” ที่แปลว่า “ประเทศไอซ์แลนด์” นั่นเอง
18. Valley/ Medley/ Volleyball/ Harley
คำว่า “หุบเขา” ในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า “valley” ที่คนไทยหลายคนมักจะออกเสียงว่า “วัน-เล่” ซึ่งฝรั่งก็จะฟังเป็นว่า “บริการรับฝากจอดรถ” ที่มาจากคำว่า “valet parking” จะเห็นได้ตามโรงแรมและร้านอาหารหรูๆ ทั่วไป “แวะ-เลย์-ปาร์ค-กิง” แต่ถ้าหมายถึง “หุบเขา” ต้องออกเสียงว่า “แวล-ลี” ต้องจำไว้เลยว่าถ้ามีคำว่า “ley” จะต้องออกเสียงว่า “ลี” เช่น medley (เมด-ลีย์) ไม่ใช่ (เมด-เล่), volleyball (เวาะ-ลีย์-บอล) ไม่ใช่ (วอล-เล่-บอล) หรือแม้แต่ “Harley Davidison” ก็ต้องออกเสียงว่า “ฮาร์-ลีย์-เด-วิด-เซิน” ที่หมายถึง “มอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์ นั่นเองจึงจะถูกต้อง
19. Syrup/ Syringe/ Lyrics
“พี่ครับ ขอไซรัปเพิ่มหน่อยครับ” ป้ายผิดโชว์ขึ้นทันที ตืด..ตืด เพราะศัพท์ภาษาอังกฤษที่แปลว่า “น้ำเชื่อม” หรือ syrup ไม่ได้อ่านว่า “ไซ-รัป” แต่จะต้องอ่านว่า “ซิ-เริพ" แต่ก็ต้องทำใจไว้นิดนึงว่าถ้าเราไปพูดกับคนไทยอาจยังไม่เข้าใจเท่ากับคำว่า “ไซ-รัป” นั่นเอง แต่ถ้าพูดกับฝรั่งก็ควรจะออกเสียงให้ถูกต้อง เหมือนกับคำว่า “syringe” ที่แปลว่า “เข็มฉีดยา” ที่มักจะได้ยินว่า “ไซ-ลิงค์” ถ้าไปพูดกับฝรั่งก็อาจจะนึก สลิงที่ไว้สำหรับห้อยโหนได้ ที่ถูกต้องคำนี้จะต้องออกเสียงว่า “ซิ-รินจ” หรือคำว่า “lyrics” อีกหนึ่งคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่มีตัว “y” เป็นพยัญชนะตัวที่สอง ที่คนไทยหลายคนมักออกเสียงว่า “ไล-ริคซ” กันเยอะ ที่ถูกแล้วต้องออกเสียงว่า “ลิ-ริคซ” ที่แปลว่า “เนื้อเพลง” นั่นเอง
20. Singer / Singing/ Belonging(s)
"singer" ศัพท์ฮิตติดหูอีกหนึ่งคำที่เรามักจะได้ยินคนอ่านออกเสียงว่า “ซิง-เกอร์” ที่แปลว่า “นักร้อง” การออกเสียงที่ถูกต้องคือ “ซิง-เงอร์” ส่วนการร้องเพลง “singing” ก็จะต้องออกเสียงว่า “ซิง-งิง” ไม่ใช่ “ซิง-คิง” (singking) จะแปลว่า “จมน้ำ” ออกเสียงผิดความหมายเปลี่ยนในทันที เช่นเดียวกับคำว่า “belonging(s)” ที่แปลว่า ของมีค่า คนไทยมักออกเสียงผิดอยู่บ่อยๆ ว่า “บี-ลอง-กิง” ที่ถูกต้องแล้วต้องออกเสียงว่า “บี-ลอง-งิง” เหมือนกับคำว่า singing นั่นเอง
รวบรวมข้อมูลจาก : Click โดย ครูคริส, อาจารย์ Adam Bradshaw และอาจารย์ Andrew Biggs
14 คำฮิต...ใช้ผิดบ๊อยบ่อย
รู้หรือไม่ว่า “คำศัพท์” ภาษาอังกฤษฮิตๆ ที่เรามักพูดกันติดปาก ความจริงแล้ว “มันผิด” X บ้างคำใช้ผิดความหมาย บางคำแทบไม่มีในภาษาอังกฤษ หรือบางคำเกิดจากการผสมคำใหม่ขึ้นมาเองของคนไทย เล่นเอาฝรั่งเจ้าของภาษาถึงกับงงกันเป็นแถว อยากรู้แล้วใช่ไหมว่า คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำทุกวันนี้มีคำไหน ที่เราใช้ผิด เข้าใจผิด หรือแต่งเองแบบผิดๆ กันบ้าง…
1. Fitness : เข้าฟิตเนส
“วันนี้ว่างๆ ไปเข้าฟิตเนสกันไหม?” คนไทยมักเข้าใจผิดว่า “ฟิตเนส” คือสถานที่ออกกำลังกาย ถ้าเผลอไปถามฝรั่งว่า คุณไปฟิตเนสที่ไหน? รับรองได้ว่าต้องมีงง เพราะความจริงแล้วคำว่า “Fitness” ในความหมายที่ฝรั่งหรือชาวต่างชาติทั่วไปเข้าใจคือ แปลว่า “สมรรถภาพของร่างกาย” ไม่ใช่สถานที่ออกกำลังกายอย่างที่เราเข้าใจ และถ้าจะสื่อความหมายของสถานที่ต้องใช้คำว่า “Fitness center” หรือใช้คำว่า “gym” เช่น I’m going to the gym. จะดีกว่า
2. In trend : อินเทรน
ศัพท์ฮิตอีกหนึ่งคำที่มักได้ยินวัยรุ่นใช้บ่อยๆ นั่นก็คือ “อินเทรน” ตามรายการวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ ก็มันจะใช้คำนี้กล่าวถึงวัยรุ่นในปัจจุบันว่า“ทันสมัย” เหลือเกินด้วยคำว่า “in trend” น่าจะมาจากประโยคที่ว่า “It is in trend.” มันทันสมัย แต่สำหรับฝรั่งคำว่า “ทันสมัย” จะไม่ใช้คำว่า “in trend” แต่จะใช้คำว่า “trendy” หรือ “fashionable” เช่น It is trendy. หรือ It is fashionable.
3. No have : ไม่มี
ถ้าเราจะบอกว่า “ไม่มี” ในภาษาอังกฤษ คนไทยส่วนใหญ่มักจะพูดว่า “No have” ซึ่งแปลตรงตัวว่าไม่มี แต่ในภาษาอังกฤษถ้าจะบอกว่า “ไม่มี” จะใช้คำว่า “have no” หรือ “I don’t have” เช่น I don’t have any money. หรือ I have no money. ฉันไม่มีเงินเลย แต่สำหรับคำว่า “no have” ที่คนไทยมักใช้กันนั้น ในภาษาอังกฤษไม่มีคำนี้
4. Out of order : หมด
คำที่คนไทยมักจะเข้าใจผิดอยู่บ่อยๆ อีกหนึ่งคำที่จะสื่อความหมายว่า “สินค้าหมด หรือ หมดสต๊อก” นั่นก็คือ “Out of order” ซึ่งความจริงแล้วคำนี้แปลว่า “ชำรุด ใช้การไม่ได้” ส่วนมากจะพบแปะไว้หน้าห้องน้ำห้องที่ปิดประตู หรือเครื่องหยอดเหรียญต่างๆ ถ้าของหมดก็ให้แปะป้ายไว้ว่า “Sold out” หรือ “run out of ...” ก็ได้ หรือสำนวนที่ว่า “We're all out.” หมายถึง “สินค้าหมด” หรือ “To be out of (something)” ให้ความหมายว่า “หมดสต๊อก” เช่นกัน
5. Stop your mouth : หยุดพูด
ขอบอกเลยว่าคำนี้ไม่มีในภาษาอังกฤษ น่าจะเป็นคำว่า “Shut your mouth” มากกว่า หากต้องการให้เพื่อนที่ช่างเม้าท์พูดไม่หยุดของคุณ “หยุดพูด หรือ หุบปาก” จะใช้คำว่า “Shut up” แต่คำนี้จะเป็นคำหยาบในภาษาอังกฤษไม่แนะนำให้ใช้ ถ้าคุยกับเพื่อนให้ใช้ว่า Shut your trap หรือ Shut your neck แต่ถ้าจะให้สุภาพแบบเป็นทางการ ควรใช้คำว่า Please be quiet. หรือ Could you please be quiet?.
6. Over : โอเวอร์
ถ้าคุณมีเพื่อนคนหนึ่งที่ชอบพูด ชอบทำอะไรเกินจริง ก็มักจะพูดว่า “She is over” หล่อนดูโอเว่อร์ หรือดูเว่อร์มาก ซึ่งประโยคนี้ไม่มีในภาษาอังกฤษเลยแม้แต่น้อย ฝรั่งจะใช้คำที่สื่อความหมายถึงคนที่ทำอะไรเยอะเกินจริงว่า “exaggerate” เช่น She always exaggerates about her skills. เขาพูดเว่อร์เกี่ยวกับทักษะและความสามารถของเขา
ดังนั้น ถ้าจะบอกว่า หล่อนดูโอเว่อร์มาก จะใช้ว่า She is exaggerating. หรือจะบอกว่า “อย่าพูดเว่อร์” ต้องบอกว่า “Don’t exaggerate.” หรือถ้าเพื่อนเราเป็นผู้หญิงที่เยอะมาก แสดงทุกอย่างเกินจริงไปหมด เราจะใช้คำว่า “overreact” เช่น Don't overreact! แปลว่า อย่าเว่อร์ และอีกสองคำที่มีความหมายคล้ายกันคือ Don't overdo it! กับ Don't go overboard with this!
7. Pretty : พริตตี้สินค้า
ศัพท์คำนี้คงเป็นที่คุ้นหูหนุ่มๆ เป็นอย่างยิ่งเพราะได้ยินที่ไรใจสั่นทุกที หากจะหมายความถึงนางแบบตามงานอีเว้นท์ต่างๆ โดยเฉพาะงาน motor show ความจริงแล้วคำว่า “pretty” ในภาษาอังกฤษ เป็นได้ทั้งคำคุณศัพท์ (adjective) ที่แปลว่า น่ารัก หรือ สวยน่ามอง เช่น a pretty girl คือ เด็กผู้หญิงน่ารัก ส่วน She has a pretty face. เธอมีหน้าตาน่ารัก
แต่สรุปแล้ว “พริตตี้” ที่คนไทยเรียก ผู้หญิงสวยๆ ตามงานอีเว้นท์นั้น ฝรั่งจะเรียกว่า “model” ที่แปลว่า “นางแบบ” เพียงแต่ให้ระบุไปว่าเป็นงานไหน เช่น model(s) at exhibitions คือ นางแบบที่งานนิทรรศการ เป็นต้น
8. American share : ต่างคนต่างจ่าย
คำว่า “American share” ที่คนไทยชอบพูด เพื่อสื่อว่า "ต่างคนต่างจ่ายนะ (ในสถานการณ์ที่เราอยู่ในร้านอาหารหรือต้องจ่ายตังอะไรซักอย่าง)" ที่จะทำให้คนอเมริกันต้องงง!!! แน่นอน เพราะจริงๆ ถ้าจะหมายถึง “ต่างคนต่างจ่าย” เป็นสำนวนภาษาอังกฤษเก๋ๆ ก็ต้องใช้คำว่า Let’s go Dutch. หรือ Go Dutch (with somebody). หรือจะใช้ประโยคง่ายๆ เลยว่า You pay for yourself. (จ่ายในส่วนของตัวเองนะ), Let's just pay separately. (แยกกันจ่ายเถอะนะ),หรือ Everyone pays for their own meal. (ทุกคนจ่ายของตัวเองนะ)
9. Jam : ขอแจมด้วยคน
ในกรณีนี้ “แจม” จะหมายถึง “ขอแจมด้วยคน” ด้วยคน เช่น We are going to eat outside. Do you want to jam? เรากำลังจะออกไปกินข้าวข้างนอก เธอจะไปด้วยมั้ย? ในภาษาอังกฤษไม่ใช้คำว่า “jam” ในกรณีแบบนี้ ที่ถูกต้องควรจะใช้ว่า “join” หรือ “come with us” เช่น Do you want to join us? หรือ Do you want to come with us? (เธอจะไปกับพวกเราไหม?) จะดีกว่า
“Jam" นิยมใช้กันมากเหมือนกัน คนดนตรีใช้คำนี้ได้ไม่ผิดกติกา เช่น Jam Session หมายถึงการร่วมเล่นดนตรีร่วมกัน เช่น Vai, Johnson, Gilbert really enjoyed this G3 jam session and they wished to see this again next year.
10. Back : คนสนับสนุน
“back” คำนี้มีความหมายว่า “หลัง” (อวัยวะ) แต่คนไทยส่วนใหญ่มักจะใช้คำว่า “แบ็ค” เป็นคำกล่าวถึง คนที่คอยสนับสนุนคนๆ หนึ่งเป็นอย่างดี นั่นก็คือ He has a good back. แต่ฝรั่งคงจะงงว่ามันเกี่ยวอะไรกับหลัง และหลังของเขาดีอย่างไร? ดังนั้น ถ้าใช้ให้ถูกต้องใช้คำว่า“a backup” ซึ่งหมายถึง คนหรือสิ่งของที่ช่วยสนับสนุน ช่วยเหลือ เกื้อกูล เป็นกำลังใจให้ เช่น He has a good backup. หรือ "support"ก็เป็นอีกหนึ่งคำที่แปลว่า สนับสนุน นั่นเอง
11. Check bill : เช็คบิล
อีกหนึ่งคำยอดฮิตที่ได้ยินบ่อยๆ "น้องๆ เช็คบิลหน่อย" แต่ความจริงแล้วถ้าเราจะใช้ประโยคว่า “คิดเงินด้วยคะ” คนอังกฤษจะใช้คำว่า“bill (บิล)” เช่น Bill, please. (ขอบิลด้วยครับ) ส่วนคนอเมริกันจะพูดว่า "Check, please." (ขอเช็คด้วยครับ) ซึ่งแปลว่า คิดเงินด้วยครับ/คะ แต่คนไทยมักใช้รวมกันว่า “check bill” ซึ่งผิดควรเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งจะดีกว่า เช่น
Can we get the check/bill, please? (เก็บตังหน่อยครับ)
Could we have the check/bill, please? (เก็บเงินหน่อยได้มั้ยครับผม) อันนี้เป็นแบบสุภาพ
12. Hi-so : ไฮโซ
คำนี้ ทุกคนเข้าใจว่ามาจาก High Society ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร เช่น "คู่นี้เขาเป็นแฟนกันได้อย่างไร? ญาญ่าแต่งตัวไฮโซ ส่วนณเดชแต่งตัวโลโซมาก" เป็นอันว่าคนไทยเข้าใจ แต่เวลาไปสื่อสารกับฝรั่งต่างภาษา ไม่เข้าใจแน่นอน ควรใช้ว่า "Classy" หรือ "Hi-Class" สำหรับการจะบอกว่าใคร ดูดีมีระดับจะดีกว่า
13.Mansion : ห้องพัก
เวลาฝรั่งถามคนไทยว่าพักอยู่ที่ไหน คนไทยบางคนชอบบอกว่าอยู่ “แมนชั่น" หรือ "mansion” แปลว่า “คฤหาสน์" ซึ่งก็อาจจะทำให้ฝรั่งบางคนตาค้าง ในความรวยของเรา ดังนั้น Mansion เป็นศัพท์ที่คนไทยเอามาใช้แบบผิดๆ ถึงแม้ว่า หน้าหอพักจะเขียนว่า ‘แมนชั่น’ ก็ตาม คราวหน้าหากมีฝรั่งมาถามอีกก็ให้บอกว่า เราพักอาศัยอยู่ที่ "Flat" หรือ "Apartment" จะดีกว่า
14. Never mind : ไม่เป็นไร
เรามักจะได้ยินคนไทยส่วนใหญ่เวลาจะพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” สำหรับภาษาไทยนั้นคำว่า ไม่เป็นไรสามารถใช้ได้ทั้งการมีคนมา“ขอบคุณ” และ “ขอโทษ” เรามักจะตอบว่าไม่เป็นไร แต่ไม่ใช้คำว่า “never mind” เพราะที่ถูกต้องแล้ว “never mind” จะแปลว่า “ช่างมันเถอะ หรือ ลืมมันซะ” ตัวอย่างเช่น เวลาที่เราอธิบายอะไรสักอย่างให้เพื่อนฟัง แต่เพื่อนก็ดันไม่เข้าใจสักที เราก็เลยบอกเพื่อนไปว่า“never mind” ช่างมันเถอะ เพราะฉันขี้เกียจอธิบายแล้ว
ถ้าเราจะพูดว่า “ไม่เป็นไร” เวลาที่มีคนมาขอบคุณเราต้องพูดว่า You’re welcome (ด้วยความยินดี), My pleasure (ยินดี), Don’t mention it (ไม่เป็นไร) หรือวลีที่ว่า No biggie และ No big deal แปลว่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้ามีคนมาขอโทษแล้วจะบอกว่า “ไม่เป็นไร” เช่น No problem (ไม่มีปัญหา), Don’t worry about it (อย่ากังวล, อย่าคิดมาก) เป็นต้น
ภาษาอังกฤษที่เราใช้แบบผิดๆ ก็มองได้อีกอย่างหนึ่งคือการยืมคำภาษาอื่นมาใช้แต่งเติมคำในภาษาตัวเอง แต่เนื่องด้วยความเคยชินและความเข้าใจแบบผิดๆ นี้เองก็อาจทำให้เรื่องผิดกลายเป็นเรื่องถูกได้ แต่ใช้ได้ในประเทศไทยและกับคนไทยเท่านั้น ถ้าเราต้องการพูดสื่อสารกับชาวต่างชาติที่เป็นเจ้าของภาษาอังกฤษ การเข้าใจความหมายตามหลักสากล จะช่วยให้การสื่อสารเป็นไปในทางเดียวกัน ไม่เกิดความเข้าใจผิดหรือหลงประเด็นเป็นอย่างอื่นได้นั่นเอง.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

